การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่จังหวัดน่าน

cover

สถิติการเปิดชม ครั้ง
สถิติการดาวน์โหลด 19 ครั้ง

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม


เลขที่สัญญา A13F630020
นักวิจัย ดร. บานจิตร สายรอคำ
หน่วยงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ทุนวิจัย โครงการ Flagship ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563
ปีงบประมาณ 2563
แผนงานหลัก ชุมชนนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แพลตฟอร์ม Platform 4 การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ
โปรแกรม P13 นวัตกรรมสำหรับเศรษฐกิจฐานรากและชุมชนนวัตกรรม
Flagship FS 20: ชุมชนนวัตกรรม
วันที่เริ่มต้น 15 พฤษภาคม 2020
วันที่สิ้นสุด 14 พฤษภาคม 2021
ระยะเวลา 1 ปี
สถานที่ทำวิจัย น่าน

ชื่อโครงการ

การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่จังหวัดน่าน

คำสำคัญ

ชุมชนนวัตกรรม,ความเข้มแข็งของชุมชน,ปรัญญาเศรษฐกิจพอเพียง,การเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจบนฐานทุนทรัพยากรและวัฒนธรรม

บทคัดย่อ

1) เพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมนาไปปรับใช้ในการพัฒนาขีดความสามารถของชุมชนสามารถพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2) เพื่อสร้างนวัตกรชุมชน ให้มีขีดความสามารถในการเรียนรู้และปรับใช้นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาและสามารถจัดการตนเองได้

3) เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในชุมชนในการสร้างอาชีพทางเลือกและรายได้นาไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 4 การดาเนินโครงการใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method Research)- มีพื้นที่ดาเนินโครงการร่วมกับชุมชนที่มีความหลากหลายทางภูมิสังคมและได้คัดเลือกชุมชนที่มี “ทุนเดิม” “มีศักยภาพ” ที่พร้อมจะพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อการขยายผล ผลการศึกษา แบ่งออกเป็น 6 ตอน คือ

ตอนที่ 1 การพัฒนานวัตกรรมภายใต้ชุดโครงการ เป็นการออกแบบ กระบวนการใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์ เป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัยเข้ากับบริบทของพื้นที่และใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม ซึ่งนวัตกรรมที่ได้สร้างคือ “นวัตกรรมกระบวนการ” ( ) คือ การสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เป็นการเสริมพลังและกระบวนคิดของนวัตกรชุมชน พร้อมทั้งได้ออกแบบ และเลือกองค์ความรู้เข้าไปเสริมศักยภาพของชุมชนในพื้นที่โครงการประกอบด้วย 6 ด้าน คือ
(1) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรมด้วยการยกระดับพืชท้องถิ่นมะแขว่น (Zanthoxylum limonella) สกัดน้ามันหอมระเหยพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่
(2) การสร้างเศรษฐกิจชุมชนบนฐานทุนทรัพยากรและวัฒนธรรม โดยนาทุนเดิมของชุมชนในรูปของ วิถีชีวิตวัฒนธรรมและ ภูมิปัญญา การจัดการป่าชุมชนแต่ละท้องถิ่นมาเชื่อมต่อกับองค์ความรู้และการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
(3) แผนชุมชนจัดการภัยพิบัติ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ( Climate Change ) “กระบวนการทาผังน้าชุมชน”จึงได้ถูกปรับประยุกต์ขึ้น เพื่อสื่อสารให้เห็นข้อมูลภาพรวมโครงข่ายลุ่มระดับตาบล นามาใช้ประกอบการตัดสินใจในการจัดทาแผนเตรียมรับมือกับภัยแล้งในระดับชุมชน
(4) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบชุมชนเพื่อการจัดการตนเอง (อาชีพใหม่ทดแทนการปลูกข้าวโพด) แม้ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไขโดยสิ้นเชิงแต่เกิด ง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน เห็นทางเลือกและโอกาสในการและกาหนดกลยุทธ์ระดับชุมชนในการสร้างรายได้ ทดแทนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มาเป็นการการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทัน
(5) บทเรียนการบริหารจัดการน้าด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม (จากการถอดบทเรียน กรณีเมืองจังโมเดล และกรณีฝายมีชีวิต) เพื่อเป็นบทเรียนยกระดับเป็นแหล่งเรียนรู้ในการจัดการน้า จ.น่าน
(6) การประเมินบริการจากระบบนิเวศน์การใช้หลักวิชาการเป็นเครื่องมือฟื้นฟูป่าด้วยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ช่วยในการตัดสินใจจะส่งเสริมให้การฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตอนที่ 2 การพัฒนาศักยภาพของนวัตกรชุมชน ในชุดโครงการรวม 39 คน จาก 10 ตาบล ได้รับการเสริมพลังและกระบวนคิดของนวัตกรชุมชน การนาเข้าเชิง “ตั้งคาถาม” นามาซึ่งการตกผลึกทางความคิดของนวัตกรชุมชนไม่มากก็น้อย โดยนักวิชาการและองค์กรพี่เลี้ยงในพื้นที่ได้ออกแบบเลือกใช้องค์ความรู้และเชื่อมโยงภาคีที่มีความชานาญเฉพาะด้านช่วยหนุนเสริมนวัตกรชุมชน งานวิจัยนี้จึงเน้นกระบวนการสร้างนวัตกรชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของปัญหาได้ลุกขึ้นจัดการแก้ไขปัญหาทาหน้าที่ได้ด้วยตนเอง

ตอนที่ 3 การถ่ายทอดความรู้และ เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกับโจทย์ความต้องการของแต่ละชุมชน ผ่านกิจกรรม ที่เชื่อมโยง ในวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 การดาเนินงานพบว่าชุมชนได้การนาความรู้ทั้ง 6 ด้าน มาใช้ประโยชน์ในการต่อยอดการสร้างอาชีพ ยกระดับคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการให้เกิดมูลค่าเพิ่ม และช่วยพัฒนาและการแก้ไขปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตอนที่ 4 การสร้างกลไกการทางานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้น่านเป็นเครื่องมือที่คาดหวังจะเป็นโอกาสในการค้นหารูปแบบของกลไกที่เหมาะสม คือ การประเมินโอกาสด้านการฟื้นฟู (Restoration Opportunities Assessment Methodology: ROAM) การประชุมเชิงปฏิบัติการทาให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้ของจังหวดน่านได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นาไปสู่การพัฒนากลไกที่สามารถปรับให้เหมาะสมได้กับบริบทในการ ขับเคลื่อนงานด้วยข้อมูลและการใช้หลักวิชาการเป็นกรอบสาหรับการทบทวนเครื่องมือฟื้นฟูป่า รวมถึงการให้ความสาคัญกับการวางแผนติดตามผลอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สาหรับช่วยในการตัดสินใจจะส่งเสริมให้การฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าไม้สามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตอนที่ 5 การวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมของชุดโครงการ การพัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบเพื่อการจัดการตนเองบนฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในพื้นที่จังหวัดน่าน” โดยใช้ข้อมูลหลักจากการสัมภาษณ์ประกอบกับการตรวจเอกสาร จากทั้ง 2 โครงการย่อย และจากผู้มีส่วนได้ส่วนได้ส่วนเสียทั้งสิ้น 16 ภาคส่วน ผลการศึกษาพบว่า ผลประโยชน์สุทธิมีมูลค่ารวม 13,479,597.29 บาท จากการลงทุนทั้งสิ้น จ 6,067,300 บาท ซึ่งก่อให้เกิดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนเท่ากับ 2.2 เมื่อพิจารณาเฉพาะเงินลงทุน จากงบประมาณโครงการวิจัยรวม 5,500,000 บาท ชุดโครงการนี้ ก่อให้เกิดผลตอบแทนทางสังคมจากการ ลงทุนเท่ากับ 2.45 นั่นคือการให้เงินสนับสนุนทุนวิจัย 1 บาท จะได้รับผลตอบแทนทางสังคมกลับคืนมา 2.45 บาท ในช่วงระยะเวลา 3 ปี

ตอนที่ 6 การบริหารจัดการชุดโครงการจากการเข้าร่วมประชุมกับเครือข่ายภาคประชาชนผ่าน เวทีน่านฟอรั่ม ได้มีการสะท้อน เกี่ยวกับการทางานในพื้นที่ว่า จะทาอย่างไรที่จะให้งานวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ สามารถนามาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์การแก้ปัญหาบนฐานข้อมูลความรู้ เพื่อให้เกิดการสร้างพลังร่วมกัน ในการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันแม้จะเกิดกลไกการทางานทั้งระดับพื้นที่ มีการประสานความร่วมมือ ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเอกชน แต่ยังขาดเพียงภาควิชาการที่ยังไม่มี ส่วนร่วมอย่างชัดเจนในกลไกที่เป็นอยู่ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาโจทย์วิจัย บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนงานชุดโครงการฯ โดยคณะผู้วิจัย มีบทบาทในการ ออกแบบ เลือกใช้องค์ความรู้ และนาองค์ความรู้เข้าไปช่วยตอบโจทย์ชุมชน มีบทบาทในการเชื่อมประสานการ ทางานระหว่างระหว่างนักวิจัย นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ บุคลากรในพื้นที่ร่วมบูรณาการทางานในลักษณะ สหสาขาวิชา (Multi-disciplinary ) ดึงศักยภาพที่เป็นจุดแข็งของแต่ละภาคส่วนร่วมผนึกกาลังทางานเชิงพื้นที่ การพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดี โดยน้อมนาหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางสาคัญในการทางานให้ชุมชนเข้าถึง ข้อมูล ความรู้ มีภูมิคุ้มกันที่ดี สามารถตั้งรับ ปรับตัวอยู่รอดท่ามกลางสังคมได้อย่างเท่าทัน

Title

The development of an innovative community for self-management based on the philosophy of sufficiency economy in Nan province

Keywords

Smart community,Strengthening Community,grassroots economy community based on the comprehensive resource,philosophy of sufficiency economy

Abstract

The implementation of the development of an innovative community for self-management based on the philosophy of sufficient economy in Nan Province consists of 2 sub-projects:

1) Innovation development project to enhance the community economy based on capitals of resources and culture of the community.
2) Forest landscape restoration project and community well-being. The objectives are:

1) to develop and create appropriate innovations that can be applied in the development of community capacity and can be developed as a prototype area for self-management based on the Sufficiency Economy Philosophy.

2) to create community innovators who have the capacity to learn and apply innovations to problem solving and self-management.

3) to transfer knowledge and technology from research results to expand its use in the community to create alternative careers and income that leads to the development of a better quality of life.

4) to create a mechanism of collaboration between stakeholders in forest landscape restoration in Nan. The implementation is based on Mix Method Research and has a project area that works together with communities which have geosocial diversity. The communities, that are selected, have “local capital” and “potential” which are prompt to be developed as a prototype area in order to expand its results

Part 1) Innovation development under the project is to design creative new processes. It is a development and an adaptation of the existing products to be more modern, more effective, and more efficient and to match the local context. The innovation that is created is called “Process Innovation” which is to create a mutual learning area. It is to generate the empowerment and thinking process of community innovators. Also, it is to provide the designs and to select a body of knowledge to enhance the potential of the community in the project area, consisting of 6 areas:
(1) Developing community products with wisdom and innovation by upgrading the local plant Ma Kwan (Zanthoxylum limonella), extracting essential oils, and developing new products.
(2) Building a community economy is ช based on capitals of resources and culture of the community by bringing the local capital of the community in the form of livelihood, culture, and wisdom, and also community forest management in each locality to connect to the body of knowledge and modern management in order to create economic value.
(3) Community Plan for Disaster Management: Climate Change. “Community water planning process” is therefore applied to show the overview of the sub-district group network and is used for decision-making in the preparation of drought preparedness plan at the community level.
(4) Development of prototype community areas for self-management (New occupation to replace growing maize): Although the problem is not completely solved, it creates the process of mutual learning of the community and to envision options and opportunities to appoint community-level strategy in order to generate income and to replace monoculture with the environmentally friendly production. Thus, people are able to adapt to changes knowingly.
(5) Lessons on water management with technology and innovation (from the lesson of Muang Jung model and in the case of living weirs) are considered as a lesson which is upgraded as a learning resource for agricultural water management in Nan province.
(6) Assessment of services from ecosystem and application of academic principles as a tool for forest restoration with scientific data for decision-making will effectively promote forest landscape restoration to achieve its goals.

Part 2) Development of the potential of community innovators in the project consist of 39 people from 10 sub-districts who are empowered and generated the thinking process of community innovators. Asking “Questions” have led to crystallization of the ideas of community innovators more or less. Academics and mentors in the area design and select the body of knowledge and connect partners who have specific expertise to support community innovators. Acquiring community innovators is another important step of spatial development. In the role of a mechanism in the local area, this research therefore focuses on the process of creating community innovators who are the owners of the problems to arise, manage the problems, and perform their duties on their own.

Part 3) Knowledge transfer and technology are linked to the needs of each community through activities that are connected. In the first objective of the operation, it ซ finds that the community has applied knowledge in 6 areas in creating careers, improving the quality of products and services to create added value, development and problem solving of the community in a concrete way.

Part 4) Establishing a mechanism for collaboration among stakeholders in the forest landscape restoration in Nan province is an expected tool as an opportunity to find an appropriate mechanism model which is called Restoration Opportunities Assessment Methodology (ROAM). The workshop allows stakeholders in forest landscape restoration of Nan province to exchange knowledge and learn together. It leads to the development of mechanisms that can be adapted to the context in mobilizing the operation with data and applying the academic principles as a framework for reviewing forest restoration tools. A focus on systematic monitoring planning to obtain scientific information for decision-making will facilitate forest landscape restoration to achieve its goals more effectively.

Part 5) Analysis of Social Return on Investment on project of the development of an innovative community for self-management based on the philosophy of sufficient economy in Nan Province by using the fundamental data from interviews and document examination from both 2 sub-projects and from 16 stakeholders show total net benefit of 13,479,597.29 baht from a total investment of 6,067,300 baht, which provides a social return on investment equal to 2.2. If only considering the investment from the total research project budget of 5,500,000 baht, this project produces a social return on investment equal to 2.45. Therefore, research fund of 1 baht receives a social return of 2.45 baht over a period of 3 years.

Part 6) The project management from attending the meeting with the peoples sector network through the Nan Forum reflects about working in the area on how to make researches from various departments to be able to apply to solve problems based on knowledge bases in order to create synergies for sustainable development of the area. At present, although there are a working mechanism at the local level, a cooperation between government agencies, local government organizations, the peoples sector, and the private sectors; it lacks only academic departments that have not clearly participated in the existing mechanism. Therefore, it is the origin of the research problem development.  The role of the university in mobilizing the project by the research team is to design and choose a body of knowledge which is used to answer the communitys needs. It also plays a role as a coordinator between researchers, academics, government agencies and individuals in areas to work together in the form of multidisciplinary in order to draw the potential that is the strength of each sector to combine and work together on spatial operations, developments, and problem-solving in the area directly to the point. Therefore, it causes good change by adopting the Sufficiency Economy Philosophy which is an important guideline for communities to have access to information, knowledge, and good immunity. Finally, the members of communities are able to adapt and survive in society knowingly.

สำหรับสมาชิกเท่านั้น