อว.- บพท. ปลดล็อกวิกฤตไฟป่าภาคเหนือ ชู “Area-based Model” เปิดนวัตกรรม UD-FIRE & เตาเผาไร้ควัน ตัดวงจร PM2.5 ยกระดับงานวิจัยและกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ ร่วมดันข้อเสนอนโยบายแก้ภัยพิบัติภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประธานกล่าวเปิดประชุมและปาฐกถาพิเศษ “ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน PM 2.5 และภัยพิบัติภาคเหนือ” พร้อมรับมอบข้อเสนอเชิงนโยบายในประเด็นการแก้ไขวิกฤตภัยพิบัติ ฝุ่นควัน และไฟป่าภาคเหนือเพื่อผลักดันต่อในระดับประเทศ โอกาสนี้หน่วย บพท. นำโดย รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วย บพท. ได้ร่วมเวทีการประชุมถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ฝุ่นควันภาคเหนือปี 2569: จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง เพื่อนำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนงานวิจัยการพัฒนาพื้นที่ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมข้อเสนอแนวทางการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า 2.5 ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมหน่วยงานภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน วิชาการ และภาคประชาสังคม ณ สำนักบริการวิชาการ (UNISERV CMU) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในโอกาสนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในพิธีเปิดว่า หลายปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ในภาคเหนือ ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสุขภาพ การดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และสังคมเป็นอย่างมาก การรับมือวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนือในฤดูฝุ่นที่จะถึงนี้ ต้องอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัยเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญ โดยมีหัวใจหลักคือ การรับฟังความคิดเห็นจากพื้นที่จริง เพื่อสร้างความเข้าใจและหาแนวทางปฏิบัติการร่วมกับชุมชน พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วนให้ทำงานขับเคลื่อนร่วมกัน ทั้งระบบเฝ้าระวัง การใช้กล้องและข้อมูลจากดาวเทียม การบริหารจัดการเชื้อเพลิง กลไกเชิงพื้นที่ และการดูแลสุขภาพประชาชน ปรับมาตรการที่เหมาะสมกับบริบทและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ เพื่อให้สามารถเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ฤดูฝุ่นควันและมีแนวทางการขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

ด้าน รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการฯ หน่วย บพท. ร่วมเวทีนำเสนอแนวทางการพัฒนา กลไกระดับพื้นที่แบบมีส่วนร่วม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในหัวข้อ “การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการจัดการปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า PM2.5” ด้วยกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ทั้งกลไกระดับชุมชนและกลไกระดับอุตสาหกรรมเมืองและท้องถิ่นในการบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการความรู้ พร้อมแนวทางจัดทำระบบข้อมูลผ่านกลไกการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) ที่สอดคล้องต่อความต้องการ ปัญหา และบริบทเชิงพื้นที่ จากผลงานงานวิจัยและนวัตกรรมแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่า PM2.5 ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยโดยกองทุน ววน. ของหน่วย บพท. ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล อาทิเช่น เตาซุปเปอร์ ดร.บอลล์ นวัตกรรมเตาเผาถ่านไร้ควันมลพิษต่ำ, ระบบบริหารการเผา Burn Check เพื่อแก้ปัญหาการเผาอย่างไร้ระเบียบ, ระบบ UD-FIRE (Decision Support System) เพื่อจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่นควัน PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือของไทย ตลอดจนการพัฒนา “โมเดลเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ผ่านการขับเคลื่อนเมืองคาร์บอนต่ำในจังหวัดสระบุรี (Saraburi Low Carbon City) จากโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเผาเศษพืชในภาคการเกษตรสู่การปฏิบัติจริงในระดับจังหวัด ด้วยการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงาน (หญ้าเนเปียร์) แปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลให้แก่โรงงานอุตสาหกรรม และช่วยเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนผ่านการบริหารจัดการทรัพยากร, การจัดการคลัสเตอร์พลังงานทางเลือก-ชีวมวล สู่การจัดตั้งกองทุนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมชีวมวลระดับพื้นที่ เพื่อเป็นเครื่องมือทางการเงินให้กับพื้นที่อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รศ.ดร.ปุ่น ได้เสนอรูปแบบ Area-based Collaborative Model เพื่อการแก้ปัญหาฝุ่นควันและไฟป่าอย่างยั่งยืน โดยมีโมเดลแกนการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ด้วยการบูรณาการข้อมูลและการจัดการ 5 มิติหลัก ดังนี้ 1) โจทย์วิจัยเชิงบริบทจริงจากพื้นที่ ใช้ปัญหาวิกฤตไฟป่า มลพิษ PM2.5 ปัญหาสุขภาพ และรายได้ เป็นตัวตั้ง แล้วเสนอหยิบนำเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เข้าไปถ่ายทอดให้ตอบโจทย์บริบทเชิงพื้นที่ 2) กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ ผนึกกำลังสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่าง ชุมชน ภาครัฐ สถาบันวิชาการ และภาคเอกชน เพื่อความเป็นเจ้าของร่วมกัน (Co-creation & Shared Benefit)  3) กระบวนการขับเคลื่อนเทคโนโลยี ด้วย Tech-Matchin & Learning Loop ตั้งแต่การวิเคราะห์พื้นที่ การจับคู่เทคโนโลยี นำไปทดลองใช้ (Pilot scale) และถ่ายทอดความรู้ พร้อมการประเมินผลต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงกระบวนการของพื้นที่ 4) เส้นทางเทคโนโลยีที่เหมาะสม ยกระดับผลักดันงานวิจัยจากระดับห้องปฏิบัติการ ลงไปสู่ระดับชุมชน ระดับพื้นที่ สู่ไปเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการขยายผลไปยังระดับประเทศ และ 5) กลไกการลงทุนและการเงินเพื่อความยั่งยืน (Green Investment Mechanism) ที่เชื่อมโยงแหล่งทุนวิจัย กองทุนคาร์บอน และทุน CSR ของเอกชน สามารถเติมความเข้าใจลงสู่กองทุนกลางในพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจสีเขียว (Green Economy) ที่สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

บทบาทการทำงานหน่วย บพท. จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสนับสนุนทุนวิจัย แต่คือการ “ลงมือทำจริงร่วมกับพื้นที่” ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อเปลี่ยนวิกฤตและความท้าทายในพื้นที่ รวมถึงปัญหาเร่งด่วนอย่างฝุ่นควันและไฟป่า ให้กลายเป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน ความสำเร็จจากงานวิจัยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ตอกย้ำบทบาท บพท. ในฐานะ “ผู้เชื่อมโยงและขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การพัฒนาพื้นที่” ที่พร้อมมุ่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อม สามารถยกระดับเศรษฐกิจชุมชน การสร้างอาชีพใหม่ และการเสริมสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนสร้างต้นทุนทางความรู้และเครือข่ายความร่วมมือเพื่อให้ท้องถิ่นสามารถพึ่งพาตนเองและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

สถิติการเข้าชม 2