วันที่ 28 สิงหาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐ ได้เข้าร่วมแสดงทัศนะและแลกเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนการศึกษาไทย ในงาน National Education Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “The Largest Gathering for Thai Education เวทีร่วมมือขับเคลื่อนการศึกษาไทย” เป็นเวทีเสวนาระดับชาติ ที่รวบรวมภาคีเครือข่ายทางการศึกษาทุกภาคส่วน จัดโดย ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership – TEP) ที่ผนึกกำลังร่วมกับหน่วยงานหลักด้านการศึกษาและการพัฒนาสังคมระดับชาติ ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.), สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (สบน.), หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.), กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.), สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ (Saturday School Foundation) จัดขึ้น ณ ภิรัช ฮอลล์ 1 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
ในโอกาสนี้ ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งฯ หน่วย บพท. ได้ร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ Local Power, Local Education – “พ.ร.บ. พื้นที่นวัตกรรมฯ: 7 ปี ของการทดลองกระจายอำนาจการศึกษาสู่พื้นที่ 20 จังหวัด บทเรียนที่ผ่านมาและไปต่ออย่างไรให้ได้ผล?” เพื่อถอดบทเรียนการกระจายอำนาจทางการศึกษา พร้อมเสนอแนวทางยกระดับนวัตกรรมกระบวนการเรียนรู้ที่สอดรับกับบริบทจริงของแต่ละพื้นที่
ดร.บุญเยี่ยม กล่าวว่า พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) ถือเป็นกลไกยุทธศาสตร์สำคัญในการปฏิรูปการศึกษา โดยอาศัยพลังความร่วมมือของภาคีเครือข่ายระดับจังหวัดตามแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education: ABE) ภายใต้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 มีเป้าหมายหลักในการปฏิรูปการศึกษาผ่านการกระจายอำนาจเพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษานำร่อง สามารถออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์จริงของแต่ละพื้นที่ ใน 4 ประการ ได้แก่ การยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม การให้อิสระในการบริหารจัดการ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น เอกชน และประชาสังคม เป็นการร่วมกันสร้างต้นแบบการศึกษาของประเทศ ต่อยอดสู่การพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์บริบทของโรงเรียน ชุมชน และท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน
โดย บพท. มุ่งเน้นการขับเคลื่อนและหนุนเสริมการศึกษาสู่พื้นที่เป้าหมายอย่างบูรณาการ ผ่านข้อมูล กลไกความร่วมมือของเครือข่ายในพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสและยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการทำงานเชิงสถาบันแบบองค์รวม (Holistic Approach) พร้อมด้วยการใช้ระบบข้อมูลและองค์ความรู้เป็นฐานสำหรับการออกแบบโรงเรียนและห้องเรียนอย่างเหมาะสมในแต่ละบริบทพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) อีกทั้งเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษาท้องถิ่น ครูผู้สอน ผู้เรียน เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะใหม่จากชุมชนรอบตัว ควบคู่ไปกับการขยายผลการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่วงกว้างในระดับสังคม
สำหรับการเสวนาครั้งนี้ บพท. ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารและจัดการศึกษา ได้นำเสนอผลการวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อนำไปสู่ออกแบบนโยบายระดับชาติ พร้อมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนในอนาคตด้วยการวางแผนขยายผล ที่สามารถนำไปสู่การออกแบบนโยบายและการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตได้จริง และวางเป้าหมายขยายผลจากพื้นที่นำร่อง (Sandbox) ไปสู่เครือข่ายและระดับจังหวัด พร้อมส่งต่อข้อเสนอแนะเพื่อบูรณาการสู่นโยบายระดับชาติ เร่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบทั่วประเทศ ผ่านข้อเสนอเชิงนโยบาย 5 แนวทาง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับและขับเคลื่อนการศึกษาไทย ดังนี้
1. ยกระดับงานวิจัยเชิงพื้นที่ให้เป็นกลไกเชิงนโยบาย: ผลักดันให้บรรจุการวิจัยเชิงพื้นที่ไว้ในยุทธศาสตร์และแผนการศึกษาแห่งชาติ พร้อมจัดสรรงบประมาณต่อเนื่องแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน เพื่อสร้างกลไกการประสานงานและสนับสนุนการวิจัยเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ
2. พัฒนาศักยภาพและระบบนิเวศของการวิจัยเชิงพื้นที่: มุ่งพัฒนานักวิจัยเชิงพื้นที่และสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ (พี่เลี้ยง) สนับสนุนเครื่องมือ ข้อมูล และระบบสารสนเทศ ตลอดจนสร้างคลังความรู้และพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันในระดับประเทศ
3. ส่งเสริมความร่วมมือและธรรมาภิบาลเชิงพื้นที่: เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ พัฒนากลไกธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและยืดหยุ่น พร้อมเสริมพลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และภาคีเครือข่ายท้องถิ่นให้เข้ามาร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนาอย่างแท้จริง
4. สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการนำไปใช้จริง: ส่งเสริมการทดลองนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง เชื่อมโยงนวัตกรรมเข้ากับระบบการศึกษาและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง พร้อมสร้างกลไกการขยายผลและต่อยอดอย่างเป็นระบบ
5. บูรณาการเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและความยั่งยืน: บูรณาการการทำงานข้ามกระทรวงและโครงสร้างระดับพื้นที่ เชื่อมโยงงานวิจัยกับการพัฒนาทุนมนุษย์และการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก รวมทั้งให้มีการติดตามประเมินผลเชิงระบบเพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
หน่วย บพท. เชื่อมั่นว่าการวิจัยเชิงพื้นที่ภายใต้กรอบการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คือ พลังสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการศึกษาและการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน จึงเป็นโจทย์ร่วมที่ทุกภาคส่วนต้องหนุนเสริมการขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการศึกษา ผลักดันการทำงานแบบบูรณาการตั้งแต่ระดับนโยบาย ไปยังชุมชน ท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย ให้นำไปสู่การ “ปลดล็อกเชิงนโยบาย” เพื่อยกระดับการสร้างกลไกเชิงสถาบันการศึกษา เปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบอนาคตทางการศึกษาและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการใช้องค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างและท้องถิ่น ให้สามารถนำพาการศึกษาและสังคมไทยไปสู่อนาคตที่เด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยใช้ประโยชน์จาก พรบ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษาให้มากที่สุด ทั้งเพื่อการค้นหา พัฒนารูปแบบการศึกษาของพื้นที่ให้เป็นต้นแบบที่สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม สามารถขยายผลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการศึกษาทั้งระบบของประเทศต่อไปได้







