เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. จัดประชุมคณะกรรมการ รวพ. (กรวพ.) ครั้งที่ 5/2569 โดยมี ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม กรวพ. ซึ่งเป็นนัดแรกหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ณ อาคารจัตุรัสจามจุรี เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการทุนวิจัยยุคใหม่ที่เน้นการบูรณาการและการเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ประธาน กรวพ. เปิดเผยถึงแนวทางการขับเคลื่อน รวพ. ว่า “หัวใจสำคัญคือการทำให้ระบบอุดมศึกษาและงานวิจัยเดินหน้าไปด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ โดย รวพ. จะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักในการรับนโยบายจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อกระจายไปยังหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ต่าง ๆ ช่วยสร้างการบูรณาการข้ามหน่วยงาน จนสามารถส่งมอบนวัตกรรมให้ถึงมือผู้ใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง”
“เราต้องการสร้างกลไกที่นโยบายวิ่งตรงจากสภาฯ สู่การปฏิบัติจริง โดยผมจะรวบรวมกลุ่ม Think Tank จากผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันวางแผนนโยบายระดับมหภาคให้ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้งระบบ ววน. และ PMU ทุกแห่ง ให้มีทิศทางที่ชัดเจนและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญได้อย่างตรงจุด” ศ.ดร.ยศชนันฯ กล่าว
นอกจากนี้ ประธานบอร์ด รวพ. ยังเน้นย้ำถึงกลยุทธ์การบริหารงบประมาณแบบใหม่ โดยมุ่งเน้นการสื่อสารให้เห็นถึง “ความลุ่มลึกของนวัตกรรม” ควบคู่ไปกับ “ประโยชน์ที่จับต้องได้” โดยจะใช้หน่วยงานภายนอก (Third Party) เป็นตัวกลางเข้ามาช่วยยืนยันความสำเร็จของงานวิจัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสาธารณชน และสะท้อนให้เห็นถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้งบประมาณด้านการวิจัยของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริง
พร้อมกันนี้ ยังเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพื่อสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศกำลังคนที่ตอบโจทย์การลงทุน การยกระดับผลิตภาพ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดตั้ง รวพ. ตามพระราชกฤษฎีกาปี 2568 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวง อว. ในการปิดช่องว่างของระบบ ววน. เดิม โดยมุ่งเป็น “คานงัด (Leverage)” สำคัญของภาครัฐ เพื่อกระตุ้นการลงทุนด้านวิจัยจากภาคเอกชนแบบรายกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) และการเข้าถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน




