การวิจัยระบบการบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

cover

สถิติการเปิดชม 2 ครั้ง

ดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็ม


เลขที่สัญญา A13F660092
นักวิจัย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช
หน่วยงาน มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ทุนวิจัย กองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วย บพท.
ปีงบประมาณ 2566
แผนงานหลัก N22 (S2P13) พัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)
แพลตฟอร์ม ยุทธศาสตร์ที่ 2 (S2) การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน สามารถแก้ไขปัญหาท้าทายและปรับตัวได้ทันต่อพลวัตการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม
โปรแกรม P13 (S2) พัฒนาเมืองน่าอยู่ที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชน/ท้องถิ่น และกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมสู่ทุกภูมิภาค โดยใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
Flagship
วันที่เริ่มต้น 15 March 2023
วันที่สิ้นสุด 14 June 2024
ระยะเวลา 1 ปี
สถานที่ทำวิจัย กระบี่, กรุงเทพมหานคร, กาญจนบุรี, จันทบุรี, เชียงใหม่, ตราด, นราธิวาส, บุรีรัมย์, ปัตตานี, ภูเก็ต, แม่ฮ่องสอน, ยะลา, ระยอง, ศรีสะเกษ, สงขลา, สตูล, สระแก้ว, สุโขทัย, สุราษฎร์ธานี, อุบลราชธานี

ชื่อโครงการ

การวิจัยระบบการบริหารจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

คำสำคัญ

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา,การปฏิรูปการศึกษา,การบริหารจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มุ่งศึกษาและสนับสนุนการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาใน 8 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเดิม 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ระยอง สตูล และศรีสะเกษ และจังหวัดใหม่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี สงขลา และอุบลราชธานี โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษาตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 ผลการศึกษาพบความก้าวหน้าที่สำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านหลักสูตรที่จังหวัดอุบลราชธานีและกรุงเทพมหานครสามารถปรับหลักสูตรแกนกลางให้มีความยืดหยุ่น ด้านการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่จังหวัดระยองพัฒนาเครื่องมือประเมินครอบคลุมทุกสมรรถนะ และด้านการบริหารงานบุคคลที่จังหวัดจันทบุรีและสตูลริเริ่มการใช้วิธีทาบทามในการโยกย้ายผู้อำนวยการสถานศึกษา การวิจัยชี้ให้เห็นว่าปัจจัยความสำเร็จขึ้นอยู่กับสองประการหลัก คือ ศักยภาพของกลไกขับเคลื่อนในพื้นที่ และระดับความซับซ้อนในการพัฒนาระบบนิเวศทางการศึกษา โดยศักยภาพของกลไกขับเคลื่อนประกอบด้วยศักยภาพของกลไกทางการในพื้นที่ การสนับสนุนจากส่วนกลาง และแรงสนับสนุนจากภาคีทางสังคม ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมุ่งเน้นการพัฒนาสามกลไกหลัก ได้แก่ กลไกทางการในระดับพื้นที่ควรปรับแผนขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับทรัพยากรและศักยภาพ กลไกส่วนกลางควรสนับสนุนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและจัดทำคู่มือการดำเนินงานสำหรับการขับเคลื่อนในพื้นที่ และภาคีทางสังคมควรมีบทบาทสนับสนุนด้านการจัดการทรัพยากรและการสื่อสารสร้างการรับรู้ต่อคนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางวิจัยในอนาคตสามประเด็น ได้แก่ การพัฒนาเครื่องมือประเมินผลสัมฤทธิ์ การประเมินประสิทธิผลของพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา และการวิจัยเพื่อพัฒนา Generative AI เป็นนวัตกรรมสนับสนุนการจัดการศึกษา

Title

Educational Management System in Education Sandbox

Keywords

Education Sandbox,Education Reform,Area-based Education Management

Abstract

This research aims to study and support the implementation of Educational Sandbox Areas in eight provinces, comprising four existing provinces (Chiang Mai, Rayong, Satun, and Si Sa Ket) and four new provinces (Bangkok, Chanthaburi, Songkhla, and Ubon Ratchathani). The study employs action research methodology to support the development of educational ecosystems in accordance with the Educational Sandbox Area Act B.E. 2562 (2019). The findings reveal significant progress across multiple dimensions, particularly in curriculum development where Ubon Ratchathani and Bangkok successfully modified the core curriculum to increase flexibility. In student assessment, Rayong developed comprehensive competency evaluation tools, while in personnel management, Chanthaburi and Satun initiated a new approach to school director transfers through mutual agreement. The research identifies two main success factors: the capacity of local driving mechanisms and the complexity level of educational ecosystem development. The capacity of driving mechanisms encompasses local institutional capacity, central support, and social partner engagement. Policy recommendations focus on developing three key mechanisms. Local institutional mechanisms should align implementation plans with available resources and capabilities. Central mechanisms should facilitate best practice sharing and develop operational manuals for locals. Social partners should engage through resource management and raise local awareness. Furthermore, the study proposes three future research directions: developing achievement assessment tools, evaluating the effectiveness of Educational Sandbox Areas, and researching the development of Generative AI as an innovative educational management support tool.

สำหรับสมาชิกเท่านั้น