บพท. ร่วมกับ ม.เกษตรศาสตร์ เปิดเวทีสาธารณะ “ร่วมก่ออนาคต: การศึกษาที่มีความหมาย” ปลุกพลัง Sandbox ยกระดับ 10 พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มุ่งขับเคลื่อนนวัตกรรมเชิงระบบ ปลดล็อกนโยบายสังคมไทย 

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการ บพท. พร้อมด้วย ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น (ฝ่าย 4) ร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเวทีสาธารณะ “ร่วมก่ออนาคต: การศึกษาที่มีความหมาย จากองค์ความรู้ในพื้นที่ สู่พลังร่วมสร้างการศึกษาใหม่” ณ ห้องประชุม รศ.ดร.ปัทมาวดี เล่ห์มงคล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เวทีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสื่อสารและเผยแพร่ผลลัพธ์ องค์ความรู้ และบทเรียนจากการดำเนินงานในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตลอดจนเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย ครู นักเรียน นักศึกษา และภาคีเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและข้อเสนอเชิงนโยบายระดับประเทศ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน

ในโอกาสนี้ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บพท.กับการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” โดยเน้นย้ำว่า บพท. ใช้การวิจัยเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนและสร้างกลไกการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในระดับพื้นที่ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ท้องถิ่น ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม พร้อมชี้ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาต่ออนาคตเยาวชนไทย และความจำเป็นในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือภาวะหนี้สินของครู ซึ่งบั่นทอนกำลังในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ควบคู่กับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่มีสาเหตุจากวิกฤตเศรษฐกิจและปัญหาครัวเรือน จากรายงานสถานการณ์ความยากจนด้านทุนมนุษย์ ภายใต้แผนขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคม 5 ด้าน ในพื้นที่ดำเนินงาน 20 จังหวัดของ บพท. พบประชากรยากจนกว่า 1.2 ล้านคน จาก 303,444 ครัวเรือน ในจำนวนนี้มีเด็ก 114,609 คน ที่เข้าไม่ถึงการศึกษา และเด็กอายุ 0–8 ปี อีก 47,635 คน เข้าไม่ถึงบริการสวัสดิการและความช่วยเหลือของภาครัฐ ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งหลุดออกจากระบบการศึกษา ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาการศึกษาจึงต้องยกระดับทั้งการเข้าถึงและคุณภาพไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ประสบภัยพิบัติ

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Education Sandbox) เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา โดยอาศัยความร่วมมือของภาคีเครือข่ายระดับจังหวัดตามแนวคิดการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-Based Education: ABE) เพื่อพัฒนาและขยายผลนวัตกรรมการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและพื้นที่อย่างแท้จริง ปัจจุบัน บพท. สนับสนุนโครงการวิจัยแล้วกว่า 85 โครงการ ครอบคลุม 29 จังหวัด และสร้างเครือข่ายวิจัยรวม 50 หน่วยงาน ประกอบด้วยมหาวิทยาลัย 35 แห่ง ภาคเอกชน 2 แห่ง ภาคประชาสังคม 3 แห่ง และหน่วยงานราชการ 10 แห่ง

ภายในงานมีการนำเสนอองค์ความรู้และบทเรียนจากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ผ่านนิทรรศการและพื้นที่ปฏิบัติการ (Exhibition & Workshop) จำนวน 6 โซน ได้แก่

  1. Zone 1: Why — แนวคิดการออกแบบการสื่อสารสาธารณะ
  2. Zone 2: Story — เมื่อองค์ความรู้มีเสียงของผู้คน
  3. Zone 3: Discovery — จากพื้นที่ปฏิบัติสู่การค้นพบความรู้
  4. Zone 4: Teacher Agency — เมื่อครูไม่ใช่เพียงผู้สอน แต่เป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลง
  5. Zone 5: Knowledge Studio — ถอดบทเรียนจากทุนวิจัยสู่เงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่
  6. Zone 6: Future — อ่านเมือง อ่านนิเวศ ร่วมออกแบบอนาคตการศึกษา

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวคู่มือองค์ความรู้จากพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา 10 พื้นที่ ซึ่งสะท้อนแนวทางการพัฒนาการศึกษาและพลังความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่

ช่วงบ่ายจัดเวทีเสวนาหัวข้อ “อนาคตพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา” นำการเสวนาโดย ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมฯ (ฝ่าย 4) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ คุณณภัทรพงศ์ วชิรวงศ์บุรี สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คุณปิยาภรณ์ มัณฑะ และคุณสมศักดิ์ พะเนียงทอง คณะกรรมการนโยบายพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คุณวงเดือน สุวรรณศิริ สำนักงานบริหารพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา คุณสัญญา เศรษฐพิทยากุล คณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษากรุงเทพมหานคร ดร.สุริยา หมาดทิ้ง สำนักงานศึกษาธิการภาค 7 คุณเพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ คณะกรรมการกำกับทิศทางฯ หน่วย บพท. และรองศาสตราจารย์ ดร.วรรณดี สุทธินรากร นักวิจัยโครงการ

การเสวนาสะท้อนให้เห็นความสำคัญของพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 และบทบาทของคณะกรรมการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาระดับจังหวัด อย่างไรก็ตาม ยังมีเงื่อนไขหลายประการที่ต้องเร่งสื่อสารและสร้างความเข้าใจ เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองเกิดความมั่นใจในการปฏิบัติ หากมีการติดตามและรับฟังเสียงจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทบทวนแนวปฏิบัติ ถ่ายทอดบทเรียน และขยายผลความสำเร็จระหว่างพื้นที่ จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงด้านการบริหารจัดการและคุณภาพการศึกษาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

เวทีสาธารณะครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ บพท. ในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาภายใต้พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ซึ่งมุ่งกระจายอำนาจให้พื้นที่สามารถออกแบบการบริหารจัดการและการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทและเป้าหมายชีวิตของผู้เรียน ซึ่งจากข้อค้นพบจากงานวิจัย หน่วย บพท. ได้เสนอทิศทางการสนับสนุนงานวิจัยพื้นที่นวักตกรรมการศึกษาไว้ 5 ประการ ได้แก่

  1. ส่งเสริมกลไกความร่วมมือระดับจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้
  2. พัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาต้นแบบที่มีระบบนิเวศการเรียนรู้ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการ โรงเรียน ครู นักเรียน ชุมชน และท้องถิ่น
  3. บูรณาการระบบข้อมูลองค์ความรู้และนวัตกรรมการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศ (Knowledge Stock) รวมถึงทรัพยากรทางการศึกษาของจังหวัด เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงเด็กกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุดและเกิดประโยชน์สูงสุด
  4. สนับสนุนนวัตกรรมการเรียนรู้และการบริหารจัดการระดับโรงเรียนให้สอดคล้องกับนโยบายและบริบทของพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาโรงเรียนปลอดภัย (Zero Tolerance) เพื่อเฝ้าระวังและคุ้มครองผู้เรียนจากภัยทุกรูปแบบ
  5. ส่งเสริมบทบาทของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ ในการพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนระบบการโค้ชและฝึกอบรม (Coach & Training) สำหรับสถานศึกษาและครูในจังหวัด

เป้าหมายสำคัญคือ เพิ่มโอกาสการและยกระดับคุณภาพการศึกษา ผ่านการทำงานเชิงสถาบันแบบองค์รวม (Holistic Approach) โดยใช้ระบบ กลไก และข้อมูล เป็นฐานในการออกแบบโรงเรียนและห้องเรียนให้เกิดการเรียนรู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) เปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาทักษะใหม่จากบริบทของพื้นที่ สังคม และชุมชน พร้อมขยายการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่สังคมอย่างกว้างขวาง

ขณะเดียวกัน ต้องยกระดับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ครัวเรือน ชุมชน เขตพื้นที่การศึกษา และจังหวัด จนถึงระดับประเทศ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการศึกษา นำไปสู่การ “ปลดล็อกเชิงนโยบาย” และการวางแผนร่วมกันในระดับจังหวัด เปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ออกแบบอนาคตของตนเอง ควบคู่กับการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์อนาคตร่วมกันของประเทศ

สถิติการเข้าชม 2