บพท. จับมือ มรภ.สงขลา ติวเข้มหนุน อปท. ขับเคลื่อน “ไปต้า…หาหมอ” นวัตกรรมเพื่อความเท่าเทียม ปลดล็อกข้อจำกัดการเดินทาง สู่ต้นแบบระบบสุขภาพยั่งยืน

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (หน่วย บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น (ฝ่าย 4) เข้าร่วมกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “หลักเกณฑ์และการจัดทำเอกสารเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนสุขภาพตำบล ภายใต้หลักเกณฑ์ในการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพเพื่อเข้ารับบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2567” ตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.วีระชัย แสงฉาย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชชพงษ์ ชัชวาลย์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย   ราชภัฏสงขลา และผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา รวมทั้งวิทยากรผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะนักวิจัย ร่วมพิธีเปิดโครงการฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงพื้นที่และขยายผลการนำไปใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ณ โรงแรมเซาท์เทิร์นแอร์พอร์ต อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ในโอกาสนี้ ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมฯ (ฝ่าย 4) หน่วย บพท. กล่าวในพิธีเปิดงานฯ ว่าการสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วย บพท. ไม่ได้มุ่งหวังให้เกิดเพียงองค์ความรู้หรือผลงานวิชาการเท่านั้น แต่ต้องสามารถนำความรู้ ระบบข้อมูล และนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ได้จริง เกิดผลต่อประชาชน และนำไปสู่ความยั่งยืนของพื้นที่ โดยเฉพาะการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ ความสำเร็จจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ และทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการหาแนวทางบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาสุขภาพของประชาชนในแต่ละพื้นที่ร่วมกัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการอบรมฯ ครั้งนี้จะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แนวคิด และวิธีปฏิบัติ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพท้องถิ่นให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง

กิจกรรมเวทีสาธารณะครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อสะท้อนผลสำเร็จของโครงการวิจัยด้านการพัฒนาพื้นที่และผลักดันการใช้ประโยชน์แพลตฟอร์ม “ไปต้า…หาหมอ” ซึ่งเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับบริหารจัดการระบบรถรับส่งผู้ป่วยกรณีไม่ฉุกเฉิน ช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง เพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ และลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน โดยโครงการได้รับการพัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนารูปแบบระบบบริการรถขนส่งสาธารณะรับส่งผู้ป่วยขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา” ภายใต้การสนับสนุนทุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) โดยหน่วย บพท. ในระยะที่ 1 พ.ศ. 2567–2568 ได้ทดลองดำเนินงานในพื้นที่ อบต.บาโหย อบต.คูหา อำเภอสะบ้าย้อย และ อบต.ควนโส อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มจองคิวและการนำภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการ ส่งผลให้ประชาชนเดินทางไปรับบริการสุขภาพได้สะดวกและมีผู้เข้ารับบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่ระยะที่ 2 พ.ศ. 2569–2570 ได้ขยายการดำเนินงานสู่ 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ อบต.คูหา อบต.บาโหย เทศบาลตำบลคูหาใต้ เทศบาลตำบลนาทวีนอก และ อบต.พังลา โดยมุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เชื่อมโยงกับระบบสุขภาพระดับจังหวัด เสริมศักยภาพบุคลากรท้องถิ่นในการบริหารจัดการระบบและการใช้กองทุนสุขภาพท้องถิ่น พร้อมประเมินผลกระทบด้านสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต เพื่อยกระดับเป็นต้นแบบบริการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองและขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศอย่างยั่งยืน

ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมคือเวทีเสวนา “ถอดบทเรียนการเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนสุขภาพตำบล” ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นักวิจัย ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ปัญหา และแนวทางการใช้กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลเพื่อสนับสนุนบริการรับส่งผู้ป่วยและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายชัยยุทธ หลักเมือง รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศดานนท์ วัตตธรรม หัวหน้าโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา นายเสรี เรืองกาญจน์ นายกเทศมนตรีเมืองสะเตงนอก จังหวัดยะลา นายบุญเลิศ แก้วเอียด ผู้อำนวยการกองสาธารณสุข เทศบาลเมืองเขารูปช้าง จังหวัดสงขลา และนางฐิตารีย์ เชื้อพาร์หม จากกองทุนหลักประกันสุขภาพจังหวัดสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยมีนายชาคริต โภชะเรือง จากมูลนิธิชุมชนสงขลา เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ทั้งนี้มีข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลผู้ป่วยกลุ่มเป้าหมายเพื่อใช้วางแผนบริการและงบประมาณ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือโดยให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและสนับสนุนยานพาหนะสำหรับเส้นทางข้ามพื้นที่ ควบคู่กับการประสานโรงพยาบาล รพ.สต. และ อสม. ในการคัดกรองและวางแผนนัดหมายผู้ป่วย การทบทวนแนวทางบริหารงบประมาณและการจ้างบุคลากร การปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น รวมถึงการนำเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชันจองคิวและระบบการแพทย์ทางไกลมาเสริมประสิทธิภาพการให้บริการ เพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ตลอดจนผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายให้การจัดบริการสาธารณะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “หลักเกณฑ์และการจัดทำเอกสารเพื่อเบิกจ่ายงบประมาณของกองทุนสุขภาพตำบล ภายใต้หลักเกณฑ์ในการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพเพื่อเข้ารับบริการสาธารณสุข พ.ศ. 2567” ตามประกาศสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยได้รับเกียรติจากนายสมชาย ละอองพันธุ์ นักวิชาการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 12 สงขลา เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ ขั้นตอนการจัดทำเอกสาร และการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างถูกต้องตามระเบียบ การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวน 112 คน จาก 46 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา ประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้แทนหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพตำบลและการจัดบริการพาหนะรับส่งผู้ทุพพลภาพให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สถิติการเข้าชม 2