บพท.-มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ จัดงาน “Craft AI x Classroom Journey 2026 AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม” ชูแพลตฟอร์ม “คาปิบ้าเรียน”  เพื่อการเรียนรู้ เติมทักษะโลกยุคใหม่ให้เด็กไทย พร้อมยกระดับครูใช้ AI เติมประสิทธิภาพการสอนให้ตอบโจทย์ เตรียมขยายพื้นที่ครอบคลุม 11 จังหวัด 

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ จัดเวทีสาธารณะภายใต้แนวคิด “Craft AI x Classroom Journey 2026 AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม”  นำโดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐ หน่วย บพท. พร้อมด้วยนายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ รวมทั้งผู้แทนจากเครือข่ายนักวิจัย ครู บุคลากรทางการศึกษา หน่วยงานด้านการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 คน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีสาธารณะเพื่อรับฟังผลงานวิจัยภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยหนุนเสริมด้วย AI  พร้อมเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทยในระดับประเทศ ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 โดยมีบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักและสนุกสนาน

เด็กไทยใช้ AI แพร่หลาย โจทย์สำคัญไม่ใช่ “จะใช้หรือไม่ใช้” แต่คือ “จะใช้อย่างไรให้เกิดการเรียนรู้”

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในระบบการศึกษาทั่วโลก หลายประเทศได้กำหนดนโยบายบูรณาการ AI เข้าสู่การเรียนการสอนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นสหราชอาณาจักรที่ทดลองใช้ AI เพื่อออกแบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคล จีนที่ผลักดันการเรียน AI ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา หรือสิงคโปร์ที่ส่งเสริม AI Literacy ให้กับเยาวชน เพื่อเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับโลกแห่งอนาคต

ประเทศไทยเองกำลังก้าวเข้าสู่บริบทเดียวกัน โดยผลการศึกษาหลายชุดสะท้อนว่า นักเรียนไทยกว่า 90% ใช้ Generative AI (Gen AI) เป็นประจำ โดยผู้เรียน 63 เปอร์เซ็นต์ ใช้ Gen AI เพื่อการเรียนรู้ ขณะที่ครูเกือบ 87 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้นักเรียนใช้ Gen AI ในการเรียน และครูกว่า 81% เริ่มนำ AI มาช่วยเตรียมการสอนและจัดการเรียนรู้แล้ว  AI จึงไม่ใช่เทคโนโลยีของอนาคตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของห้องเรียนไทยในปัจจุบัน

ดร.กิตติ กล่าวว่า “AI ไม่ใช่อนาคตของการศึกษา แต่เป็นปัจจุบันของการศึกษาไทย” สิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันตอบให้ได้ จึงไม่ใช่คำถามว่าจะใช้ AI หรือไม่ แต่คือการออกแบบการใช้ AI ให้ช่วยยกระดับการเรียนรู้ โดยยังคงให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพราะหากใช้ AI โดยขาดแนวทางที่เหมาะสม อาจนำไปสู่การพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไป ลดทักษะการคิดวิเคราะห์ เกิดปัญหาความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้

พร้อมกันนี้ยังพบว่า แม้ครูไทยส่วนใหญ่เริ่มเปิดโอกาสให้นักเรียนนำ Generative AI มาใช้ประกอบการเรียนรู้ แต่ครูจำนวนมากยังมีความกังวล ทั้งเรื่องการคัดลอกผลงาน การลดลงของทักษะการคิดวิเคราะห์ ความถูกต้องของข้อมูล ตลอดจนการขาดแนวทางการใช้ AI ในสถานศึกษา จึงสะท้อนว่าการพัฒนาศักยภาพครูและการสร้างระบบสนับสนุนการใช้ AI อย่างเหมาะสม เป็นภารกิจสำคัญของการศึกษาไทยในระยะต่อไป

“AI เป็น ‘ผู้ช่วยครู’ ไม่ใช่ ‘ผู้แทนครู'” ดร.กิตติ กล่าว พร้อมย้ำว่า เป้าหมายของ บพท. ต้องการใช้ AI ลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เปิดโอกาสให้ครูมีเวลามากขึ้นในการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก โดยให้ครูและผู้เรียนได้ร่วมออกแบบการเรียนการสอนร่วมกัน (Co-creation) เพื่อนำไปสู่การการออกแบบการเรียนเป็นรายบุคคล และพัฒนาทักษะสำคัญของผู้เรียน โดยเฉพาะ ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) และ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

การสนับสนุนงานวิจัยและการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์ม KapiBarian เป็นการลงทุนเพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้บนบริบทของโรงเรียนในประเทศไทย ควบคู่กับการพัฒนาครู การสร้างองค์ความรู้เชิงประจักษ์ และการสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สามารถขยายผลสู่ระบบการศึกษาของประเทศ โดยยึดหลักว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเกิดจากการพิสูจน์ผลจริงในห้องเรียน ผ่านความร่วมมือระหว่างนักวิจัย โรงเรียน มหาวิทยาลัย และภาคีในพื้นที่

ด้านนายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ในฐานะภาคีเครือข่ายผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการนำเสนอ “เส้นทางโครงการ Craft AI ออกแบบการใช้ AI ในห้องเรียนที่ช่วยเสริมการคิดอ่านของเด็กไทย” กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเฉพาะผลการประเมิน PISA 2565 ที่สะท้อนว่าเด็กไทยจำนวนมากยังมีสมรรถนะด้านการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริงต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะเดียวกัน การเข้ามาของเทคโนโลยี Generative AI ได้สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายต่อระบบการศึกษา เพราะหากใช้อย่างเหมาะสม AI จะช่วยให้ครูออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนรายบุคคล ลดภาระงาน และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ แต่หากใช้โดยขาดความเข้าใจ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการคิดวิเคราะห์และการเรียนรู้ของผู้เรียนได้เช่นกัน โดยมีการสำรวจพบว่าผู้เรียนราว 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่าให้ AI ทำการบ้านแทนเกือบทั้งหมด โดยเห็นว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ 

ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์จึงดำเนินแผนงานวิจัย “การพัฒนาความฉลาดรู้และการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยหนุนเสริมด้วย AI (เด็กไทยมีความสามารถคิดวิเคราะห์และมีสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้)” ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) โดยมุ่งยกระดับความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียน ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของครูและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผ่านการใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการปฏิรูปการเรียนรู้และสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

มุ่งออกแบบ Gen AI หนุนผู้เรียนฝึกคิดอย่างมีวิจารณญาณ

นายสรวิศ กล่าวอีกว่า โจทย์สำคัญจึงควรออกแบบการใช้ Gen AI เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ฝึกคิดและเรียนรู้ได้ดีขึ้นอย่างทั่วถึง  ขณะเดียวกันครูต้องปรับบทบาทให้ทันต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนในยุคนี้ จึงเป็นที่มาของโครงการพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยหนุนเสริมด้วย AI ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นกว่า 20,000 คน และครู 1,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด โดยการดำเนินการในช่วงปีแรก (2568-2570) ได้ดำเนินการใน 7 จังหวัดพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ประกอบด้วย เชียงใหม่ สุโขทัย ศรีสะเกษ ระยอง นราธิวาส ยะลา และกทม. และจะขยายผลเพิ่มเติม (2569-2570) ในอีก 4 จังหวัด คือ จันทบุรี อุบลราชธานี นครราชสีมา และกาฬสินธุ์  

สำหรับโครงการดังกล่าว เน้นการหนุนเสริมให้ครูใช้ AI ในการออกแบบห้องเรียนที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมให้กับนักเรียนได้มากยิ่งขึ้น ผ่านการทำ Workshop การแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการใช้งานจริง การติดตาม ให้คำปรึกษาโดยทีมพี่เลี้ยงและผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงปรับปรุงพัฒนาจัดการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์ผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหัวใจของโครงการนี้คือการหนุนเสริมครูผ่าน2 แนวทาง คือฝึกอบรมครูให้ใช้ Gen AI ออกแบบห้องเรียนที่เด็กมีส่วนร่วมมากขึ้น และการให้ครูกับผู้เรียนใช้แพลตฟอร์ม AI ที่ชื่อ “คาปิบ้าเรียน” (KapiBarian) แพลตฟอร์มที่สามารถให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล ติดตามพัฒนาการของผู้เรียน และสนับสนุนการเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และเสริมศักยภาพครูในการใช้ AI จัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เหมาะสม  

ผลประเมินครึ่งทางพบ “4 เงื่อนไข” ในโรงเรียนที่พัฒนาโดดเด่น

นายพงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโสด้านการปฏิรูปการศึกษา ทีดีอาร์ไอ เปิดเผยผลการวัดผลครึ่งทางของโครงการ ซึ่งประเมินทักษะการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนด้วยข้อสอบ PISA-like ช่วงต้นและปลายปีการศึกษา 2568 เปรียบเทียบโรงเรียนที่ได้รับการพัฒนาในโครงการ (อบรมครูใช้ Gen AI และใช้แพลตฟอร์มคาปิบ้าเรียน) กับโรงเรียนนอกโครงการ พบว่าทุกกลุ่มมีคะแนนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มชัดเจน สะท้อนว่าใน 6 เดือนแรก Gen AI ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป แต่ทำให้เห็นศักยภาพในการเปลี่ยนห้องเรียน และชี้ทิศทางการพัฒนาในปีต่อไป

ผลการถอดบทเรียนจาก 10 โรงเรียน พบว่า โรงเรียนที่นักเรียนมีพัฒนาการโดดเด่นมี 4 เงื่อนไขร่วมกัน คือ ครูยกบทบาทจากใช้ Gen AI แค่เพื่อลดภาระงานเป็นผู้ร่วมออกแบบการเรียนรู้ ครูใช้ AI ปรับการสอนจากยึดตามเนื้อหาเป็นการใช้สถานการณ์จริง ผู้อำนวยเข้ามาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง และมีระบบพี่เลี้ยงที่ตอบสนองไวจนครูมั่นใจใช้ Gen AI อย่างต่อเนื่อง ส่วนอุปสรรคร่วมที่พบเกือบทุกแห่งโดยเฉพาะโรงเรียนรัฐ คือภาระงานนอกการสอน ทั้งพัสดุ การเงิน และรายงานผล ที่เบียดบังเวลาพัฒนาทักษะ AI ของครู

สำหรับปีต่อไป ทีมวิจัยเสนอให้ยกระดับการใช้ Gen AI จากการตั้งต้นที่งานของครู สู่การตั้งต้นที่ตัวนักเรียน เช่น ออกแบบการสอนให้เหมาะกับเด็กแต่ละกลุ่มที่เข้าใจไม่เท่ากัน พร้อมใช้เงื่อนไขทั้ง 4 เป็นทิศทางขยายผลสู่ทุกโรงเรียนในโครงการ “Gen AI ไม่ได้แทนที่ครูเก่ง แต่ช่วยลดต้นทุนของการเป็นครูเก่ง เดิมการสอนที่ดีทำได้เฉพาะครูที่เชี่ยวชาญสูง Gen AI ช่วยให้ครูทำได้ง่ายและเร็วขึ้น แต่ครูต้องมีความรู้เนื้อหา ศาสตร์การสอน และ AI Literacy เพื่อกรองคุณภาพของผลลัพธ์”
นายพงศ์ทัศกล่าว

สำหรับการจัดงาน Craft AI x Classroom Journey 2026 ในครั้งนี้ ยังมีเวทีเสวนาที่น่าสนใจอีกหลายเวที ประกอบด้วย หัวข้อ “AI & Digital Literacy in Action” รับมือโลกดิจิทัลและใช้ AI เพื่อการเรียนรู้อย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยนายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ผู้ช่วยอธิการบดีสายงานวิชาการ และผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลการศึกษาและบริการ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, TikTok และนายพริษฐ์ เที่ยงธรรม ผู้ก่อตั้ง Edsy ดำเนินรายการโดยนายสุริยา มนัสสา รวมทั้งวงเสวนา “มุมมองนักวิจัยและครูพี่เลี้ยง เทรนครูให้ Gen AI เป็นตัวช่วยเพิ่มคุณภาพห้องเรียน” กับหัวหน้าโครงการวิจัย 4 พื้นที่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ นครราชสีมา นราธิวาส และวงเสวนา “มุมมองคุณครูผู้ใช้ AI จริง คิดไกลกว่าการ Prompt คือการลองใช้ในห้องเรียนจริง” 

ภายในงานมีการจัดเวิร์กช็อปจาก Google AI เพื่อการศึกษา และห้องเรียน Kapibarian ควบคู่กับกิจกรรมภายในโซนต่าง ๆ ได้แก่ Classroom Zone ที่นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ในการเรียนการสอนผ่านประสบการณ์ของครูจากพื้นที่ต้นแบบ พร้อมเปิดให้ผู้เข้าร่วมเรียนรู้การใช้งาน AI ผ่านกิจกรรมแบบ Pre-book Session และ Interactive Zone ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตการศึกษาไทย 

ท้ายสุด ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวขอบคุณนักวิจัย ภาคีเครือข่าย สำคัญที่สุดคือครู นักเรียน และผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน ที่มาร่วมโครงการ Craft AI x Classroom Journey วันนี้ กิจกรรมครั้งนี้ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ห้องเรียนทดลอง แต่สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่แห่งการบูรณาการเทคโนโลยี AI เข้ากับบริบทการเรียนรู้ในห้องเรียนจริง โดยก้าวสำคัญที่ต้องร่วมกันดำเนินการในระยะต่อไป คือ การเพิ่มความเข้มข้นของการทดลอง ยืนยันผล และค้นหาเงื่อนไขในการขยายผล (Scaling Up) หรือการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

สิ่งที่นำเสนอและแลกเปลี่ยนในวันนี้ไม่ใช่ผลสำเร็จ เป็นเพียงข้อค้นพบระหว่างทางของงานวิจัยที่มุ่งหวังจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง เราจะไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียนต้นแบบ หน่วย บพท. มลูนิธิโรงเรียนวันเสาร์ พร้อมเครือข่าย จะร่วมกันผลักดันและนำองค์ความรู้ ข้อมูล และเครื่องมือจากงานวิจัยครั้งนี้ ไปพัฒนาศักยภาพของครูและนักเรียนในพื้นที่วิจัย และขยายผลสู่สถานศึกษาในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงนวัตกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนทั่วประเทศต่อไป

ผู้สนใจติดตามความคืบหน้าโครงการได้ที่ https://saturday-school.org/  

สถิติการเข้าชม 2