เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ จัดกิจกรรม Workshop & PLC งานคืนข้อมูลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Craft AI x Classroom Journey ณ ห้องประชุม Victor Club อาคาร Mitrtown Office Tower ชั้น 7 โดยมีผู้แทนจากเครือข่ายนักวิจัยครู และนักเรียนจากพื้นที่นำร่องและพื้นที่ขยายผลรวม 11 จังหวัด กว่า 170 คน เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียนจากการดำเนินงานวิจัยระยะที่ 1 และร่วมกำหนดทิศทางการประยุกต์ใช้ AI ในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กไทย
ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐ บพท. กล่าวว่า โลกของการศึกษากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือใหม่ แต่เป็นแรงขับสำคัญที่จะเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้และการจัดการศึกษาในอนาคต การวิจัยจึงต้องทำหน้าที่มากกว่าการสร้างองค์ความรู้ หากต้องสร้างต้นแบบที่สามารถนำความรู้จากงานวิจัยไปใช้ได้จริงในพื้นที่ และต่อยอดสู่การกำหนดนโยบายของประเทศ
โครงการ “การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านโดยหนุนเสริมด้วย AI” ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง “เด็กไทยมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้” ซึ่งสนับสนุนโดยกองทุน ววน. จึงมีเป้าหมายในการพัฒนาศักยภาพของครูควบคู่กับการส่งเสริมทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และการคิดอย่างมีวิจารณญาณของผู้เรียน โดยใช้เทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ มากกว่าการทดแทนบทบาทของครู หัวใจของโครงการจึงไม่ใช่เพียงการนำ AI เข้ามาใช้ในห้องเรียน แต่คือการทำให้ครูสามารถใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน ออกแบบการเรียนรู้ได้ดีขึ้น และทำให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ แพลตฟอร์ม KapiBarian และเทคโนโลยี Generative AI ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือช่วยครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ศักยภาพผู้เรียน และพัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความแตกต่างของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI อย่างเหมาะสมสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ควบคู่กับการรักษาบทบาทของครูในฐานะผู้ออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ได้อย่างสมดุล
ด้าน นายสรวิศ ไพบูลย์รัตนากร รองประธานกรรมการมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ในฐานะภาคีเครือข่ายผู้ร่วมรับผิดชอบโครงการ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานครั้งนี้ ว่าเป็นการสร้างพื้นที่กลางในการสื่อสารผลลัพธ์ ถอดบทเรียนความสำเร็จและข้อจำกัดร่วมกันระหว่าง ครู นักเรียน นักวิจัย และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พื้นที่อื่น ๆ สามารถนำองค์ความรู้และเครื่องมือนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ รวมทั้งเปิดเผยสถานการณ์การใช้ AI ของครูและนักเรียนในปัจจุบันด้วย ทั้งนี้เวทีนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ วิชาการ และภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนระบบการเรียนรู้ของเด็กไทยให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและบริบทโลกใหม่อย่างแท้จริง
ภายในงานนอกจากจะมีการนำเสนอผลการดำเนินงานจากพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด และพื้นที่ขยายผลอีก 8 จังหวัด ผ่านกิจกรรม Workshop และ Professional Learning Community (PLC) ที่เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน และนักวิจัยร่วมกันสะท้อนผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี วิเคราะห์ข้อจำกัดของการใช้ AI ในห้องเรียน เน้นการสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดี การสะท้อนมุมมองของนักเรียนต่อ AIเพื่อรับฟังเสียงนักเรียนและความต้องการอย่างตรงจุด ร่วมติดตามการหนุนเสริมของทีมพี่เลี้ยง AI เพื่อเสริมสร้าง Readling Literacy และ Critical Thinking รวมถึงวิธีที่ปรับแผนการสอน และค้นหาอุปสรรคที่ AI ทำไม่ได้ คุณครูต้องเพิ่มเติมให้แก่นักเรียน และการออกแบบการเรียนรู้ที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้สอน
ผลจากการดำเนินงานครั้งนี้ จะถูกสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการขยายผลการใช้ AI ในระบบการศึกษาของประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่เวทีสาธารณะ “Craft AI x Classroom Journey 2026 : AI ในห้องเรียนไทย เมื่อครูมีตัวช่วย เด็กก็เรียนรู้ได้ไกลกว่าเดิม” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ เพื่อเผยแพร่บทเรียนและผลของการวิจัยสู่สาธารณะ พร้อมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล



















