เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.) ร่วมกับ มูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดกิจกรรม Kick-off โครงการวิจัย “การพัฒนาสมรรถนะครูในการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการใช้แพลตฟอร์ม AI ของนักเรียน เพื่อส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดนราธิวาส” ณ โรงแรมอิมพีเรียลนราธิวาส โดยได้รับเกียรติจาก นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานในการจัดกิจกรรม นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส นำหน่วยงานภาคีเครือข่ายทางการศึกษาจาก สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนราธิวาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนราธิวาส และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดนาราธิวาส เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนกิจกรรม
การพัฒนาระบบการเรียนรู้และขับเคลื่อนโครงการฯ นี้ มีการนำแพลตฟอร์ม “KapiBarian” และเทคโนโลยี Generative AI มาเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยครูในการออกแบบการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้ฝึกทักษะผ่านระบบนิเวศทางการศึกษาที่ทันสมัย โดยตั้งเป้าหมายความสำเร็จว่า นักเรียนร้อยละ 80 จะมีทักษะการอ่านและการคิดเพิ่มขึ้น อย่างน้อย 1 ระดับ และมุ่งหวังให้เกิดต้นแบบเชิงนโยบายในการใช้ AI เพื่อยกระดับการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างยั่งยืน โดยบูรณาการความร่วมมือ การกำหนดเป้าหมายร่วม และประเมินศักยภาพความพร้อมในการนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาของจังหวัดนราธิวาสให้เกิดประสิทธิภาพ
หน่วย บพท. รวพ. – โครงการวิจัยฯ ครั้งนี้ มุ่งเน้นให้การสนับสนุนและส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาเป็นเครื่องมือในการออกแบบการสอนของครูและการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับ “ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน” (Reading Literacy) และ “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” (Critical Thinking) ของเยาวชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ที่มีกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 13 อำเภอ ประกอบด้วยโรงเรียนนำร่อง 69 แห่ง นักเรียน 4,000 คน และครูแกนนำ 150 คน จาก 4 สังกัด ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานราธิวาส สำนักงานการศึกษาเอกชนนราธิวาส สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนราธิวาส และโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองนราธิวาสและเทศบาลเมืองสุไหงโกลก
ในงาน Kick-off ยังมีเวทีการประชุมเสวนา หัวข้อ “การขับเคลื่อนความฉลาดรู้ด้านการอ่านและการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนในสถานศึกษา โดยมี AI หนุนเสริม” ซึ่งมี ดร.วัชรินทร์ ฟองโหย นักวิจัยโครงการเป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ผู้อำนวยการโรงเรียนร่มเกล้า ตัวแทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.), ผู้จัดการโรงเรียนดารุลฮิกมะห์ ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองนราธิวาส ตัวแทนจากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล ๓ (บ้านยะกัง) ตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ สำนักงาน รวพ. ร่วมกันแลกเปลี่ยนและเสนอมุมมองที่สะท้อนให้เห็นถึงประเด็นร่วมในการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดนราธิวาส ให้ก้าวหน้าและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล
ความเห็นจากวงผู้เสวนาฯ สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่ต้องเรียนรู้และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนา “ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน” (Reading Literacy) และ “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” (Critical Thinking) ซึ่งถูกมองว่าเป็นทักษะจำเป็นของผู้เรียนในโลกยุคใหม่ ภายใต้บริบทพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และรูปแบบผู้เรียนจากวงผู้เสวนาฯ สะท้อนมุมมองร่วมกันว่า AI ไม่ใช่สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง แต่เป็น “เครื่องมือ” ที่ต้องเรียนรู้และใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการพัฒนา “ความฉลาดรู้ด้านการอ่าน” (Reading Literacy) และ “การคิดอย่างมีวิจารณญาณ” (Critical Thinking) ซึ่งถูกมองว่าเป็นทักษะจำเป็นของผู้เรียนในโลกยุคใหม่ ภายใต้บริบทพื้นที่ที่มีความหลากหลายทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และรูปแบบผู้เรียน
แม้ว่าความกังวลต่อการใช้ AI ของเด็ก ของครู และผู้ปกครอง แต่การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และการมีระบบสนับสนุนที่เหมาะสม จะช่วยให้ AI กลายเป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพการเรียนรู้ มากกว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งสิ่งสำคัญ คือ การขับเคลื่อน AI ในระบบการศึกษาไม่สามารถทำแบบแยกส่วนได้ ต้องอาศัย “นิเวศการเรียนรู้” ที่เชื่อมโยงโรงเรียน ครู ผู้ปกครอง และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างการยอมรับและร่วมผลักดันกับทุกฝ่าย และสถาบันจัดการเรียนรู้นอกระบบอย่าง สกร. ที่ผู้เรียนมีลักษณะเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยนั้น ควรมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรที่ตอบโจทย์ด้านการส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพผ่านการใช้ AI และจัดให้มีนโยบายชัดเจน สำหรับใช้จัดกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่เจาะจงเฉพาะกับตัวผู้เรียนเช่นกัน
ในข้อเสนอแนะต่อการบูรณการระหว่าง Reading Literacy และ Critical Thinking นั้น ต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและการรู้เท่าทันสื่อ โดยหัวใจสำคัญคือ ผู้บริหารของสถาบัน (ผู้อำนวยการ) ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อและยอมรับสิ่งใหม่ เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่ผู้สอนและตัวผู้เรียนให้ได้ประโยชน์อย่างสูงสุด มีสิ่งต้องคำนึงและแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 1) การสร้างแกนนำครูหรือทีมโค้ชผู้สอน ที่มีศักยภาพ 2) การสร้างห้องเรียนอัจฉริยะให้เด็กมีความกล้าแสดงออกและพื้นที่ในการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย เก็บข้อมูลความก้าวหน้าและวิเคราะห์ผลของผู้เรียนได้ 3) ส่งเสริม สนับสนุนผู้สอนพัฒนาศักยภาพ Upskill Reskill ให้มีความรู้ ความเข้าใจ AI 4) การให้ความรู้และความเข้าใจ กำหนดการสร้างหลักสูตรและออกแบบการเรียนรู้ เป็นการสร้างนิเวศการเรียนรู้ด้านการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ร่วมกัน ให้แก่ผู้ปกครองและ ผู้ปกครองแบบอุปภัมภ์ (ปู่ ย่า ตา ยาย) 5) การจัดทำเป็นคู่มือสนับสนุนการใช้ AI กับแก่ผู้เรียนที่บ้านด้วยตนเอง และ 6) โรงเรียน/สถาบันการศึกษา ออกแบบการสนับสนุน แนวทาง หรือปรับวิธีการประเมินผลตัวผู้เรียน ให้มีความเหมาะสมหากใช้ AI เข้ามาเป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนรู้
ในการนี้ ดร.บุญเยี่ยม เหลาสะอาด ผอ.ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งฯ หน่วย บพท. รวพ. กล่าวเน้นย้ำ เรื่อง AI ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญช่วยในการสร้างการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังเป็นกระแสทางด้านการพัฒนาหลักสูตรการเรียนที่จำเป็น ทั้งตัวผู้เรียนและผู้สอนในศตวรรษ 21 สามารถช่วยลดภาระและเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนได้ เวทีเสวนาดังกล่าว ทำให้เห็นภาพ “การจัดการศึกษา ที่เป็นเหมือนรถยนต์ หากเปรียบเทียบ ‘โรงเรียนเป็นเหมือน รถ’ที่รถทุกคันมีองค์ประกอบเหมือนกัน แต่มีคนละยี่ห้อ คนขับคนละคน ผู้โดยสารก็คนละกลุ่ม และวิ่งอยู่บนถนนคนละพื้นที่ ย่อมมีความแตกต่าง เมื่อบริบทมีความแตกต่าง การจัดการหรือการควบคุมรถ เพื่อพาผู้โดยสารไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัยก็ย่อมแตกต่างกัน” ดังนั้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างโรงเรียน ข้ามพื้นที่ ข้ามสังกัดจึงมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งทีมวิจัยในพื้นที่ นำโดย ดร.ลุกมาน มะยิ หัวหน้าโครงการวิจัย และคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จะเป็นผู้ช่วยหนุนเสริม เชื่อมการเรียนรู้ข้ามหน่วยงาน ช่วยให้โรงเรียนสามารถพัฒนาและขยับขับเคลื่อนงานได้เร็วขึ้น ส่วนบทบาทของ บพท. และมูลนิธิโรงเรียนวันเสาร์ ต่อยอดนำข้อมูลไปถอดประเด็นและหารือในการปรับปรุงเครื่องมือกลาง ที่สอดคล้องกับบริบทของนราธิวาส รวมถึงการประมวลในภาพรวมของ 11 พื้นที่ เพื่อสรุปเป็นทิศทางการขับเคลื่อนต่อไป
















