เมื่อวันที่ 20 – 23 มกราคม 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กำกับ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.บพท. ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ และรองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น ร่วมจัดกับ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดยมี คุณพัชรวีรร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมงาน “การเปิดการอบรมหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาความสามารถด้านบริหารจัดการน้ำระดับต้น และระดับกลาง” พร้อมด้วยประชาคมนักวิจัย บุคลากรภาครัฐ หัวหน้าส่วนงาน องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ตลอดจนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากทั่วประเทศ เข้าร่วมการอบรม ตั้งแต่วันที่ 20 ถึง 23 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหาน
การอบรมหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความสามารถด้านบริหารจัดการน้ำระดับต้น และระดับกลาง เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมความร่วมมือระหว่าง หน่วย บพท. รวพ. และ สทนช. ในการขับเคลื่อนการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีการผสานความร่วมมือ MOU ร่วมกัน เป็นระยะเวลา 3 ปี (ระหว่าง 16 ม.ค. 2568 – 15 ม.ค. 2571) เพื่อสร้างแนวทางความเข้าใจและการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้โครงการวิจัยพัฒนาหลักสูตรกลางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในการพัฒนาศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำและนักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น.สพ.ดร.วินัย แก้วละมุล สำนักวิชาทรัพยากรการเกษตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหัวหน้าโครงการ หลักสูตร “Water Academy” ที่ถูกออกแบบขึ้นในฐานะ “กลไกเชิงสถาบัน” ช่วยเสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ โดยเจาะจงลงไปในกลไกการพัฒนาระดับเชิงพื้นที่ การบ่มเพาะเครือข่ายนักวิชาการและผู้ที่สนใจเรื่องการจัดการน้ำ เพื่อสร้างชุดข้อมูล ความรู้ที่ถูกต้อง รวมถึงยกระดับการทำงานในพื้นที่ให้ขยายผลนำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ด้วยกลไกที่ผสานการสร้างความรู้ (Knowledge) และสร้างกลไกความร่วมมือ (Collaborative Mechanism) ที่เป็นระบบ ในบทบาทของหน่วย บพท. ต้องการสนับสนุนให้เกิดกลไก “โหนดกลาง” สำหรับการประสานข้อมูล ความเข้าใจ การทำงานร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา เอกชน รวมถึงองค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่
ในการนี้ ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผอ.บพท. ปฏิบัติหน้าที่ ผอ.หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ กล่าวถึงความท้าทายของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบันว่า การดำเนินงานผ่านโครงสร้างส่วนกลางยังไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่นอย่างแท้จริง เนื่องจากการบริหารจัดการเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เป็นทางการ ซึ่งมีหน่วยงานราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่รับผิดชอบเป็นจำนวนมากและยังมีลักษณะการทำงานแยกส่วน (Silo) ภายใต้ข้อจำกัดด้านกรอบกฎหมาย อำนาจหน้าที่ สมรรถนะของบุคลากร และงบประมาณ จึงทำให้ “ขาดกลไกเชื่อมโยง” หรือตัวเชื่อมที่จะทำให้เกิดกลไกกลางและสามารถบริหารจัดการน้ำได้สำเร็จในเชิงพื้นที่
ดร.กิตติ กล่าวต่อว่า ความสำคัญของกลไกการพัฒนาพื้นที่ ด้วยแนวคิด Area-based Reform และ Multi-level Approach จะสามารถบูรณาการเชื่อมโยงการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ เป็นกลไกช่วยแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำและภัยพิบัติของประเทศไทยได้ โดยทำงานผ่าน CO-CREATION PLATFORM ร่วมกัน ที่เชื่อมโยงหน่วยงานต่างๆ ภายใต้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ท้องถิ่น และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการดำเนินงานจากส่วนกลางขยายผลไปสู่ระดับพื้นที่ เน้นสร้างกลไกการเรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยมีนักจัดการเชิงพื้นที่ (Area Manager) จากการอบรมด้วยหลักสูตรและการพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และมีสถาบันการศึกษาเป็นกลไกกลางสำคัญทำหน้าที่เป็นแหล่งองค์ความรู้ แพลตฟอร์มกลางในการเชื่อมประสานภาคส่วนต่าง ๆ ยกระดับไปสู่การสร้างกลไกการจัดการเชิงระบบ สร้างการรับรู้และลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติไปสู่การป้องกัน ตลอดจนสามารถแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุก ๆ ด้าน แบบระยะยาวและยั่งยืนได้
ต่อมา คุณพัชรวีรร์ สุวรรณิก รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึง ประเด็นความร่วมมือเรื่องการยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฯ ที่ร่วมกับ หน่วย บพท. ว่าโครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับการบริหารจัดการน้ำในอนาคตได้ ซึ่งคาดหวังว่าจะมีขยายผลหลักสูตรดังกล่าวไปสู่ระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนในท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยใช้กลไกกระบวนการทำงานเชิงพื้นที่ร่วมกับทุกภาคส่วน หลักสูตรฯ ถือว่าเป็นยกระดับขีดความสามารถและการสร้างศักยภาพผู้นำการเปลี่ยนแปลงน้ำหรือสร้าง “นักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ที่ยกระดับผู้ปฏิบัติทุกระดับตั้งแต่ ผู้นำชุมชน องค์กรผู้ใช้น้ำ เจ้าหน้าที่ อปท. นักวางแผน นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เกี่ยวข้อง จากคนในพื้นที่ที่เข้าใจถึงปัญหา ความต้องการ และรับรู้ถึงทรัพยากรในท้องถิ่น จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นความสำเร็จที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ผอ.ฝ่ายวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับขีดความสามารถในการจัดการภาครัฐและท้องถิ่น หน่วย บพท. กล่าวถึง Water Academy ว่าเป็นกลไกเชิงพื้นที่ หรือ “ตัวเชื่อมสำคัญ” ที่เน้นสร้างกลไกขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ เสมือนเป็นเครื่องมือ “จุดเชื่อม” และ “พื้นที่กลาง” ในการใช้ข้อมูล องค์ความรู้ ระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ท้องถิ่น ชุมชน องค์กรผู้ใช้น้ำ ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ที่สามารถเผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นรวมถึงสาธารณะ โดยในบทบาทหน่วย บพท. ต่อการสนับสนุนโครงการวิจัยฯ มีพื้นที่นำร่องทำงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย ร้อยเอ็ด ระยอง นครปฐม และปัตตานี เพื่อสร้าง “ศูนย์บริหารจัดการน้ำจังหวัด” ให้อยู่กับคนทำงานน้ำในพื้นที่ ให้มีเป้าหมายร่วมกันในเรื่องการจัดการน้ำตั้งแต่ หน่วยเทศบาล อบต. อบจ. ภาคประชาสังคม และหน่วยงานราชการ และการสร้าง Policy Think Tank ด้านบริหารจัดการน้ำของประเทศ เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการยกระดับกระบวนการทำงานในพื้นที่ให้เป็น “เวทีกลาง” สำหรับรวบรวมข้อมูลและนำมาแลกเปลี่ยนจากทุกภาคส่วน ร่วมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายต่อการขับเคลื่อนดังกล่าว ที่มีมหาวิทยาลัยเป็นตัวเชื่อมสำคัญในการสร้างประชาคมนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หลักสูตรนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิด Civic Education เรื่องการจัดการน้ำที่คนทั่วไปเข้าถึงและเข้าใจง่าย ทั้งด้านข้อมูลเทคนิค กระบวนการจัดการ โครงสร้างเชิงสถาบัน กฎหมาย และทราบถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเป้าหมายความสำเร็จของหลักสูตรนี้ หน่วย บพท. และภาคีเครือข่าย ต้องการสร้างองค์ความรู้ชุดข้อมูลการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งด้านการสร้างระบบสมดุลน้ำ การป้องกันภัยพิบัติ เครื่องมือการเฝ้าระวังและตรวจติดตามคุณภาพน้ำ โดยมีผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่หรือท้องถิ่น ในโครงการ Water Academy เป็นสะพานสำคัญ ทำหน้าที่เป็นทั้งตัวเชื่อมและสร้างพื้นที่กลางต่อการขับเคลื่อนในประเด็นงานเหล่านี้ร่วมกัน
หัวใจสำคัญ Water Academy คือ การพัฒนา “คนทำงานน้ำ” หรือ “นักบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” ให้เป็นกลไกเชิงพื้นที่ในการทำงานให้ตอบโจทย์ในทุกระดับ จุดเด่นของหลักสูตร คือ การเชื่อมโยงระหว่าง “องค์ความรู้เชิงเทคนิค” กับ “กลไกความร่วมมือในพื้นที่” เสริมทักษะให้ผู้เข้าอบรม สามารถนำความรู้กลับไปขับเคลื่อนตรงตามบริบทและบทบาทของตนเองจริงได้ ซึ่งในการอบรมครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 1) หลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำระดับต้น: นักบริหารจัดการน้ำระดับพื้นที่ เน้นการปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เหมาะสำหรับผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เกษตรกร และองค์กรผู้ใช้น้ำ อยู่แนวหน้าในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำในตำบล/หมู่บ้าน เน้นการเสริมความเข้าใจในระบบน้ำ ภูมินิเวศ กลไกงบประมาณ และแผนงานในพื้นที่ และฝึกทักษะการทำงานร่วมกันที่ต้องการเพิ่มพลังในการขับเคลื่อนงานน้ำจากฐานรากอย่างเป็นระบบ 2) หลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำระดับกลาง: นักบริหารที่เชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายพัฒนา “นักเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ” ที่สามารถแปลงแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านน้ำให้เกิดผลจริงในพื้นที่ซึ่งหลักสูตรนี้เหมาะสำหรับเจ้าหน้าที่ อปท. นักวางแผน นักวิชาการ และผู้ที่มีบทบาทเชื่อมโยงงานด้านน้ำจากระดับองค์กรสู่พื้นที่ปฏิบัติ เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและศักยภาพน้ำในพื้นที่เชิงระบบ สร้างชุดข้อมูลกลไกการวางแผนร่วมกับภาคีในระดับลุ่มน้ำ เสริมทักษะการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการสื่อสารนโยบาย ไปสู่ลงมือทำปฏิบัติการวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบแผนขับเคลื่อนจริง
การจัดอบรบครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศ (ผ่านการคัดเลือก) ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ ภาคการเมือง ภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา รวมถึงองค์กรอิสระ มีผู้เข้าร่วมการอบรมจำนวน 119 คน จากผู้ที่สมัครเข้ามาจำนวน 214 คน แบ่งเป็นหลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำระดับต้น จำนวน 64 คน และ หลักสูตรนักบริหารจัดการน้ำระดับกลางจำนวน 55 คน โดยบรรยากาศการอบรมฯ ตลอดระยะเวลา 3 วัน เต็มไปด้วยความเข้มข้นเชิงวิชาการ การระดมความคิดร่วมกันจากความร่วมมือของหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อกำหนดทิศทางและแนวทางในการสร้างความรู้และจัดการความรู้ ยกระดับนำไปสู่การปรับใช้-ปรับเปลี่ยน เพื่อหยิบนำไปใช้ปฏิบัติงานจริงในแต่ละในพื้นที่ตามบริบทและตามความต้องการที่ตรงจุดอย่างแท้จริง



















