เมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569 หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับของ สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. สังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ บพท. เข้าร่วมงาน “วันสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ รวมพลังสร้างเมืองคาร์บอนต่ำแห่งแรกของประเทศไทย” ครั้งที่ 2 ภายใต้แนวคิด “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ กินได้” ณ หอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี
การจัดงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ธนาคารโลก (World Bank) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อร่วมกันแสดงผลการดำเนินงานของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองคาร์บอนต่ำ” และขยายความร่วมมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการ สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงพื้นที่ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ผ่านการบูรณาการความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และชุมชน ทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดสระบุรี ครอบคลุมการดำเนินงานในหลายมิติ อาทิ ภาคอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดการขยะและอาหารส่วนเกิน รวมถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งพัฒนา ต้นแบบการดำเนินงานเชิงพื้นที่ และจัดทำ แนวทางหรือคู่มือ สำหรับการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นของประเทศ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 ตามแผน NDC 3.0
ภายในงานช่วงเช้า มีปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ : ก้าวสำคัญสู่ตลาดคาร์บอนที่กินได้” พร้อมพิธีมอบเกียรติบัตรประกาศเจตนารมณ์มุ่งสู่ Net Zero GHG Emissions ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี จากนั้นเป็นเวทีเสวนาในหัวข้อ “กลไกการเงินสีเขียวและการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่: สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หน่วยงานด้านการเงิน หน่วยงานวิจัย องค์กรระหว่างประเทศ และ บพท. ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับกลไกการเงินสีเขียว การพัฒนาโครงการเชิงพื้นที่ และแนวทางการเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์อย่างเป็นรูปธรรมในระดับพื้นที่
นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า การขับเคลื่อนโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ในช่วงที่ผ่านมา สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากได้รับการสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและองค์ความรู้จากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจาก บพท. ที่ช่วยเสริมศักยภาพจังหวัดในการทดลองและพัฒนากลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับพื้นที่ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดยังชี้ให้เห็นว่า กองทุนสีเขียว เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุนรูปแบบใหม่ และเป็นกลไกในการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำควบคู่กับการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจังหวัดสระบุรีได้ใช้กระบวนการวิจัยและนวัตกรรมเป็นฐานในการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ เพื่อรองรับการลงทุนด้านพลังงานและนวัตกรรมสีเขียวในอนาคต
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ บพท. กล่าวว่า โครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์เป็นการนำกลไก เครื่องมือ และเทคโนโลยีสีเขียวมาประยุกต์ใช้ในเชิงปฏิบัติ โดยมีจังหวัดเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนพื้นที่ ขณะที่ บพท. และกระทรวง อว. สนับสนุนบทบาทด้านการเงินและองค์ความรู้ โดยบทบาทของ บพท. แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่
1) การเชื่อมโยงและระดมแหล่งทุนด้านการลงทุนสีเขียวจากทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ความร่วมมือกับธนาคารโลก
2) การพัฒนาโครงการที่สามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจควบคู่กัน เช่น คาร์บอนเครดิต โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว และการสร้างรายได้ในพื้นที่
ทั้งนี้ การบริหารจัดการกองทุนสีเขียวจำเป็นต้องยึดหลัก “3 ถูก” ได้แก่ ถูกใจผู้ให้และผู้รับเงินทุน ถูกต้องตามกฎระเบียบภาครัฐ และถูกราคา เพื่อให้การลงทุนมีความคุ้มค่าและขยายผลได้ในระยะยาว ภายใต้กรอบการดำเนินงานดังกล่าว บพท. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานและอาหารสัตว์ (เนเปียร์) เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ ผ่าน “กลไกการเงินสีเขียว” ที่เชื่อมโยงมิติด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และชุมชนเข้าด้วยกัน โดยมี วิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นกลไกกลาง และมีระบบมาตรฐานคาร์บอนที่น่าเชื่อถือ รองรับการดำเนินงาน แนวทางดังกล่าวจึงช่วยให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่ ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน และต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว






